แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มือใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มือใหม่ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2562

เส้นค่าเฉลี่ย : moving average



เส้นค่าเฉลี่ย : moving average

เส้นค่้าเฉลี่ย คือ ค่าเฉลี่ยของราคาหุ้นในระยะเวลาที่กำหนด
ที่นิยมใช้กันคือ 5 10 25 50 75 200 หรือบางครั้งก็ใช้ตาม fibo คือ 8 13 34 55 89 233
โดยค่าเฉลี่ย 200 วันจะถือเป็นค่าเฉลี่ย 1 ปี

ค่าเฉลี่ยบอกอะไรได้บ้าง
ค่าเฉลี่ยสามารถใช้ในการบอกแนวโน้มได้เป็นอย่างดี โดยเราสามารถใช้ดูต้นทุน ของคนในตลาด ว่าโดยเฉลี่ยแล้วในกรอบเวลาที่เราสนใจนั้น คนที่ถือหุ้นตัวที่เราสนใจมีต้นทุนเท่าใด


รูปแบบของเส้นค่าเฉลี่ยmu่นิยมใช้กันคือ
  1. Simple Moving Average ( SMA )
  2. Exponential Moving Average ( EMA )
หากใครสนใจที่มีของการหาค่าเส้น SMA และ EMA สามารถหาได้จาก google ได้ครับ
ในการใช้งานเส้น EMA จะให้การตอบสนองที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาในระยะสั้นๆ  ส่วนเส้น SMA จะใช้ได้ดีในการหาค่าเฉลี่ยระยะยาว

เส้นค่าเฉลี่ย ( Moving Average )
ค่าเฉลี่ยแต่ละเส้นสามารถบอกความหมายในตัวเองได้ดังนี้ ( ผมนิยมใช้ EMA ตาม fibo นะครับ )

EMA8 : Momentum ของราคา โดยหุ้นมักตอบสนองที่เส้นนี้จากผลของนักเก็งกำไรรายวัน ( daytrade )
EMA13 : Short Term Trend โดยหุ้นมักตอบสนองที่เส้นนี้จากผลของนักเก็งกำไรระยะสั้น
EMA34 : Pull back Support ใช้เป็นเส้นแนวรับระยะกลางหรือพวกเล่นรอบหากยืนบนเส้นนี้ได้ มักจะไปต่อได้ในระยะยาว
EMA90 : Uptrend Last Defend Line แนวรับสุดท้ายของการแสดงว่าเป็นขาขึ้น ซึ่งนักลงทุนระยะกลางและยาวจะใช้จุดนี้ตัดสินใจ โดยอาจพิจารณาว่าหุ้นตัวนี้ยังมีมูลค่าน่าเล่นอยู๋หรือไม่
SMA100 : Long Term Last Defend Line เส้นแนวรับสุดท้ายของนักลงทุนระยะยาว
SMA200 : Uptrend Last Stand Line : หากราคาหุ้นหลุดเส้นนี้ถือเป็นขาลงเต็มตัว

* สังเกตุว่าระยะ 100 วันขึ้นไปจะใช้ SMA เพราะตอบสนองราคาได้ดีกว่า EMA  
การเลือกใช้ Moving Average ของแต่ละคนจะต่างกัน แล้วแต่ลักษณะการเล่น นิสัย ความถนัด เช่น
EMA 10/50/150 หรือ 13/34/90

โดยส่วนตัวผมชอบใช้ 4 เส้นคือ
EMA 13 ใช้ดูแนวโน้มระยะสั้น
EMA 34 ใช้ดูความแข็งแรงของแนวโน้ม
EMA 90 ใช้ดู Trend
SMA 200 ราคาต่ำกว่าเส้นนี้ไม่เล่นครับ

วิธีการอ่านค่า Moving Average
หุ้นเป็นขาขึ้นเมื่อ : เส้น EMA34 อยู๋บนเส้น EMA90 โดยจุดเริ่มของการเปลี่ยน Trend จากขาลงเป็นขาขึ้นคือ Golden Cross ( EMA34 ตัดเส้น EMA90 ขึ้น และยืนราคาได้มั่นคง) และหากเส้น EMA เรียงกัน จาก 13 / 34 / 90 โดย EMA13 อยู๋บนสุด และราคาพักตัวไม่หลุด EMA 13 ถือเป็นขาขึ้นที่แข็งแกร่ง


หุ้นเป็นขาลงเมื่อ : เส้น EMA90 อยู่บนเส้น EMA34 โดยจุดเริ่มของการเปลี่ยน Trend จากขาขึ้นเป็นขาลงคือ Dead Cross ( EMA34 ตัดเส้น EMA90 ลงและไม่สามรถกลับมาได้)
หุ้นจะพักตัว หรือเปลี่ยนเป็นขาลงเมื่อ เส้น EMA 13 อยู๋ใต้ EMA 34  แต่เส้น EMA 34 ยังอยู๋เหนือ EMA 90 ซึ่งหุ้นอาจจะพักตัว เพื่อขึ้นหรือลงได้ทั้งสองทาง





วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

กฏทองของ SWING TRADER



กฏทองของ SWING TRADER by. เม่าน้อยเล่นหุ้น


1. The Trend is your friend. อย่าเล่นสวนเทรนเป็นอันขาดครับ เพราะจะมีแค่เจ๊าและเจ๊ง Swing trader จะเข้าซื้อเมื่อมี Trend เท่านั้น ไม่ซื้อที่ราคาต่ำสุด ไม่ขายที่ราคาสูงสุด ขายหมูเป็นงานประจำ กินคำเล็กแต่บ่อยๆครั้งครับ
2.มี Stop loss ที่ชัดเจน อันนี้โค ต ระ สำคัญครับ ใครไม่มีเจ๊งแน่นอน ส่วนจะ Stop ตรงไหน ก็แล้วแต่จริตเลยครับ ส่วนตัวผมเองนั้น Stoploss ที่ 3% ครับ
3. แบ่งขายทำกำไร เนื่องจากเรานิยามตนเองว่าเป็น Swing Trade ครับ พอกำไรเราควรแบ่งขาย เพื่อเป็นการรับประกันว่าได้ตังแน่ๆ ผมเองจะวาจุดขายแรกไว้เมื่อได้กำไรราวๆ 5-6% อ้างอิงจาก Stoploss ที่วางไว้ 3% ถ้าเรากำไร 5% ขาดทุน 3% ยังไงซะก็ยังกำไรครับ
4. ขายหุ้นเมื่อราคาวิ่งแรงๆ เมื่อราคามันวิ่งแรง อย่ามัวแต่ดีใจ รีบขายสิครับ เก็บกำไรไว้ก่อนเพราะหุ้นวิ่งเร็วแรง เวลาลงก็ลงเร็วแรงเช่นกัน
5. ถ้าไม่แน่ใจภาวะความเป็นไปของตลาด ใ้ห้ขายหุ้นและถอยออกมา รอจนกว่าจะแน่ใจแล้วค่อยลงมือครับ
6. ยอมรับผิดและให้อภัยตัวเอง ไม่มีใครทำอะไรถูกไปซะทุกครั้ง การซื้อหุ้นก็เช่นกันมันมีทั้งถูกและผิด แต่ถ้าวันไหนมันผิดเยอะๆ ก็อย่าไปเครียด หาเวลาพักบ้าง บางทีวันนี้อาจไม่ใช่วันของเราครับ
7. เทรดหุ้นที่มีสภาพคล่องเท่านั้น เพราะเรากินกำไรจากการ swing ของราคาหุ้น ดังนั้นถ้าหุ้นไม่มีสภาพคล่องเราอาจติดกับดักได้ครับ

วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เล่นหุ้นห้ามลอกการบ้าน...แต่ศึกษาและประยุกต์ได้

     

    เล่นหุ้นห้ามลอกการบ้าน...แต่ศึกษาและประยุกต์ได้


     การลงทุนในตลาดหุ้นนั้น มีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ใช้วิธี “ลอกการบ้าน” หรือ “ลอกหุ้นเด็ด” จากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากเพื่อนนักลงทุนด้วยกัน จากโบรกเกอร์ จากนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ จากผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเซียนหุ้นหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน จากสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ หรือเว็บไซต์ด้านการลงทุน และอื่นๆ
    แต่ในมุมมองของ “สุดยอดนักลงทุน” ระดับโลกหลายๆ ท่านนั้น ไม่แนะนำให้ลงทุนด้วยการ “ลอกการบ้าน” จากคนอื่น แต่ควรรู้จัก “คิดและวิเคราะห์ด้วยตัวเอง”    
    “วอร์เรน บัฟเฟตต์” กล่าวว่า “คุณจะต้องคิดด้วยตัวของคุณเอง ผมว่ามันเป็นเรื่องน่าประหลาดที่คนไอคิวสูงๆ กลับชอบเลียนแบบผู้อื่นโดยไม่รู้จักคิด”

    “แอนโทนี โบลตัน” ผู้จัดการกองทุนชื่อดังของอังกฤษ เขียนไว้ในหนังสือ “ลงทุนสวนกระแสอย่าง…แอนโทนี โบลตัน” (แปลโดย “พรชัย รัตนนนทชัยสุข”) ว่า “เราต้องคิดอย่างเป็นอิสระ คุณไม่ได้ถูกหรือผิด เพราะฝูงชนไม่เห็นด้วยกับคุณ”
    “เซอร์จอห์น เทมเพิลตัน” ก็ให้ความสำคัญกับการคิดและวิเคราะห์ด้วยตัวเองเช่นเดียวกัน จากกฎการลงทุนที่เขาบัญญัติขึ้นมาทั้งหมด 16 ข้อ หนึ่งในนั้นก็คือ “จงทำการบ้านให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน” ซึ่งเป็นกฎการลงทุนข้อที่ 8 ของเขา
    เช่นเดียวกับ “ปีเตอร์ ลินซ์” ที่แนะนำว่า “เมื่อตัดสินใจที่จะลงทุนด้วยตัวเอง คุณก็ควรพยายามพึ่งพาตนเอง โดยไม่ต้องสนใจข่าวลือหรือคำแนะนำจากโบรกเกอร์ รวมไปถึงรายชื่อ “หุ้นที่ไม่ควรพลาด” ตัวล่าสุดจากหนังสือพิมพ์เล่มโปรดของคุณ คุณควรวิเคราะห์ด้วยตัวเอง ไม่ต้องใส่ใจหุ้นที่คุณได้ยินว่าปีเตอร์ ลินซ์หรือเซียนหุ้นคนอื่นๆ กำลังเข้าซื้อ”

    “ปีเตอร์ ลินซ์” ยังอธิบายเหตุผลเพิ่มเติมด้วยว่า ทำไมจึงไม่ควร “ลอกการบ้าน” หรือ “ลอกหุ้น” ที่ตัวเขาหรือเซียนหุ้นคนอื่นๆ กำลังเข้าซื้อ
     ประการแรก เซียนหุ้นอาจจะผิดพลาดก็ได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนล่าสุดก็คือ ถ้าคุณลอกการบ้าน “วอร์เรน บัฟเฟตต์” โดยการซื้อหุ้นเทสโก้ตามเขา คุณก็อาจประสบภาวะขาดทุนเช่นเดียวกับเขา
    ประการที่สอง แม้ว่าเขาอาจจะถูก คุณก็ไม่มีทางรู้ว่าเขาจะเปลี่ยนใจและขายหุ้นนั้นออกไปเมื่อไหร่ เพราะเวลาที่เขาขาย เขาคงไม่ออกมาประกาศให้ใครรู้
    ประการที่สาม คุณอาจมีข้อมูลที่ดีกว่าอยู่รอบๆ ตัวคุณ และคุณสามารถที่จะติดตามข้อมูลเหล่านั้นได้ดีไม่แพ้บรรดาเซียนหุ้น โดยเฉพาะหุ้นของสินค้าหรือบริการที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของคุณ หรือหุ้นที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมที่คุณทำงานอยู่ ซึ่งคุณอาจมีข้อมูลที่ลึกซึ้งกว่าที่เซียนหุ้นมีอยู่ก็ได้
    นั่นจึงเป็นเหตุผลที่บรรดา “สุดยอดนักลงทุน” ต่างแนะนำให้นักลงทุนรู้จักคิดและวิเคราะห์การลงทุนด้วยตัวเอง ซึ่งก็สอดคล้องกับคำสอนที่ “พระพุทธเจ้า” ได้กล่าวไว้เมื่อสองพันกว่าปีที่แล้วว่า “อัตตา หิ อัตตโน นาโถ – ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” นั่นเอง
    ดังนั้นหากคิดจะลอกก็จงลอกแบบ "มีสติ" และ "มีสมอง" ดูว่าหุ้นที่เค้าให้มานั้นกราฟเป็นอย่างไร ลองวิเคราะห์หาจุดเข้า จุดออกแล้วเทียบกับข้อมูลที่ได้มาว่าตรงกันหรือไม่ ฝึกบ่อยๆ ไม่แน่วันนึงคุณก็อาจเป็นเซียนหุ้นคนใหม่ก็ได้นะครับ
     ชอบใจบทความนี้ช่วยแชร์ หรือ Comment ทิ้งไว้เพื่อเป็นกำลังใจด้วยครับ ขอบคุณครับ

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

วิธีทำการบ้านหุ้นอย่างง่ายๆ สไตล์เม่าน้อย...

วิธีทำการบ้านหุ้นอย่างง่ายๆ สไตล์เม่าน้อย...


เม่าน้อยใช้ efin เป็นหลัก ดังนั้นจึงขอ Reference การใช้งานจาก efin นะครับ

1.เข้าดู TOP GAINER ของแต่ละวัน  ( F5 ของ efin )


2.เลือกดูหุ้นที่เป็นขาขึ้นเท่านั้น !!! สำคัญมากๆๆ

3.ดูขาขึ้นโดยเลือกใช้เครื่องมือที่ตัวเองถนัด 
          เช่นใช้ EMA MACD STO หรืออะไรก็ได้ที่เราเข้าใจจริงๆ แต่อย่าเยอะเพราะยิ่งเยอะยิ่งมั่ว Simple is the best.

4.เริ่มลงมือสแกนหุ้นเลย โดยซื้อขายตามสัญณาญที่ตัวเองถนัด เน้นว่าตามที่ตัวเองเข้าใจ
          4.1ใช้สัญญาณ EMA  สองเส้นตัดกัน ส่วนใหญ่เม่าน้อยใช้ เส้น ema 13 กับ 34 เป็นสัญญาณซื้อครับผม มันอาจดูง่ายๆสั้นๆแต่มันก็มีประสิทธิภาพดีครับ


             4.2 macd ตัด signal
          4.3 Slow sto  %K ตัด %D
          **แล้วแต่ถนัดเลยครับ

5.ทำ money management …สำคัญมาก
          มันคือการแบ่งเงินที่จะใช้เทรด โดยเม่าน้อยจะซื้อหุ้นครั้งละไม่เกิน 4 ตัว เพราะมากกว่านี้ดูไม่ทันครับ
          สมมุติมีเงิน 100000 บาท ผมก็จะเลือกหุ้นมา 4 ตัว แบ่งเป็นตัวละเท่าๆกัน  จากนั้นก็แบ่งไปว่า ตัวนึงจะเทรดกี่บาท ซื้อกี่ตัว
          ส่วนตัวผมเทรด 3 ไม้ครับ
          ไม้แรก 30% ไม้สองถ้ามันขึ้นจริงก็ซื้ออีก 50%  ของจำนวนเงิน และถ้ามันยังไปต่อก็เก็บ 20% ที่เหลือ
          บางท่านถามว่าทำไมถึงแบ่งไม้เข้าซื้อ ?เพราะ ถ้าซื้อทีเดียวหมดผมว่ามันเสี่ยงเกินไปครับ อะไรก็เกิดขึ้นได้ในตลาดหุ้นกันความเสี่ยงไว้ดีกว่า  เล่นตามจำนวนที่เราดูแลไหว ไม่ใช่ไปซื้อ 10-20 ตัว ดูไม่ไหว ตาลายย

6.ข้อนี้สำคัญที่สุดเลย อย่าลืม ตั้งจุด stop loss  เด็ดขาด 
          เพราะมันจะเป็นการทำให้เราไม่หมดตัว เป็นการคุมความเสี่ยง พอราคาลงก็ปล่อยตามอารมณ์ อยากขายเมื่อไรก็ขายพังสิครับ วิธีเลือกจุด stop loss ก็เยอะครับ เช่น ยอมขาดทุนได้ 3% ถ้าหุ้นตัวนั้นลงมา 3% ก็ขาย หรือ จะstop loss ที่ จุด Low ก่อนหน้า หรือเมื่อหลุดแนวรับก็ได้

7.จดบันทึกว่า ซื้อตรงไหน กี่หุ้น stop loss ตรงไหน ขายทำกำไรตรงไหน

8.สุดท้ายจดบันทึกเมื่อจบ 
         เมื่อได้กำไรหุ้นไปถึงเป้า หรือ เมื่อหุ้นลงมาถึงจุด stop loss ก็บันทึกไป ถ้าผิดพลาดก็จะได้เอามาทบทวนไม่ให้เกิดขึ้นอีก

**ทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่เม่าน้อยทำเป็นประจำนะครับ แชร์ไว้สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่ม หรือ คนที่อยากจะลองเปลี่ยนแผน

**วิธีนี้ไม่ใช่สูตรหรือกฎตายตัวนะครับ อาจจะต้องปรับเปลี่ยนตามสถานะการจริงอีกทีนึง แล้วแต่สถานการณ์ครับผม!!

          จบแล้วครับ การทำการบ้านหาหุ้นของเม่าน้อย ใครมี Comment ก็แสดงความคิดเห็นกันได้ด้านล่างนี้ครับ ขอบคุณครับ

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

9 อย่างต้องรู้สำหรับมือใหม่ "ก่อนเล่นหุ้น"

9 อย่างต้องรู้สำหรับมือใหม่ "ก่อนเล่นหุ้น"


1. "การลงทุนมีความเสี่ยง แต่การไม่ลงทุนอาจเสี่ยงกว่า
ไม่มีอะไรบนโลกที่ไม่เสี่ยง ทำธุรกิจก็เสี่ยง ขับรถก็เสี่ยง เดินข้ามถนนยังเสี่ยง.. ถ้าไม่อยากเสี่ยง ทางออกคือให้อยู่แต่บ้าน ไม่ต้องออกไปไหน แต่ถ้าพูดจาขัดใจเมียก็ยังอาจเสี่ยงได้


2. "ความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นกับสิ่งที่เราทำ แต่อยู่ที่ความเชี่ยวชาญที่มี" 
นักแข่งรถฟอร์มูล่าวันวิ่งด้วยความเร็ว 300 กม/ชม อาจเสี่ยงน้อยกว่ามือใหม่ที่เพิ่งขับรถเป็นวันแรก.. ความรู้ความชำนาญยิ่งมาก ความเสี่ยงก็ยิ่งต่ำ

3. "ทุกอย่างอยู่ที่มุมมอง" 
ปืนใช้ทำร้ายคนได้ แต่ก็ใช้ช่วยคนได้เช่นกัน.. บางคนมองตลาดหุ้นเป็นบ่อนการพนัน ในขณะที่อีกคนมองเป็นเครื่องมือที่ช่วยเกษียณเร็วขึ้น สำคัญที่สุดคือ "ทัศนคติ"

4. "ไม่ต้องรีบรวย แต่ต้องรีบเรียน" 
คนส่วนใหญ่เข้าตลาดเต็มไปด้วยความโลภ ทุ่มสุดตัวเพราะอยากรวยข้ามคืน แต่ขาดทั้งความรู้และความเข้าใจ.. ทางลัดในการเรียนรู้ ให้เริ่มจากของจริง แต่ด้วยเงินน้อยๆ ลองติดดอย ขายหมู ตกรถ และเก็บมาเป็นบทเรียน.. นี่แหละ "ประสบการณ์จริง"

5. "ผู้ชนะไม่ใช่คนที่รวยเร็วที่สุด แต่คือคนที่อยู่รอดได้นานที่สุด" 
ตลาดขาขึ้นใครๆก็ทำกำไรได้ แต่ขาลงนี่สิคือจุดแยกระหว่างของจริงและของปลอม.. จำไว้ว่าตลาดหุ้นไม่เคยหนีไปไหน มีแต่ผู้เล่นเท่านั้นที่ล้มหายตายจากไปก่อน

6. "เซียนหุ้นทุกคนต้องเจ๊งหนักมาก่อน" 
ถ้าคุณเคยเจ๊งมาก่อน แต่ยังไม่ยอมแพ้ อีกไม่นานจะได้เป็นเซียน.. เพราะคนเราเรียนรู้จากข้อผิดพลาดได้มากกว่าความสำเร็จ

7. "จงระวัง.. จุดที่หันไปทางไหนก็มีแต่คนเล่นหุ้น แต่ราคาไม่ขยับไปไหน" 
นี่คือหนึ่งในสัญญาณการ Peak ของตลาด ช่วงที่มีแต่ข่าวดีและคึกคักเป็นพิเศษ แต่ราคาไม่ขึ้นตาม นั่นเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด

8. "โอกาสอยู่ในวิกฤตเสมอ" 
มีคำกล่าวว่า จุดซื้อที่ดีที่สุดคือจุดที่ทุกคนมองว่าโลกกำลังจะแตก.. ใช้เหตุผลเหนืออารมณ์ กล้าตัดสินใจ อย่าคล้อยตามมวลชน ทำได้โอกาสก็อยู่ไม่ไกล

9. "อย่ากลัวความล้มเหลว" 
ความกลัวคือศัตรูหมายเลขหนึ่งของความสำเร็จ คนที่ "กลัว" ไม่เคย "เริ่ม" เพราะมัวแต่ "รอ" จังหวะที่ดีที่สุด ที่ไม่มีอยู่จริง.. จงล้มเพื่อรู้ จุดเริ่มต้นที่เหมาะที่สุด ก็คือตอนนี้..

เราอ่านแท่งเทียนไปทำไม?

ผมเชื่อเหลือเกินว่าเทรดเดอร์และนักลงทุนไม่ว่าจะเป็นหน้าเก่า หน้าใหม่คงต้องเคยเห็นเจ้ากราฟแท่งเทียนนี้ผ่านตากันมาแล้วแน่นอน แต่ทุกคนเคยทรา...